รีวิว the hobbit

รีวิว the hobbit

รีวิว the hobbit

เรื่องราวการเดินทางผจญภัยของตัวละคร บิลโบ แบ็กกิ้นส์ (มาร์ติน ฟรีแมน) ผู้ถูกต้อนเข้าสู่ภารกิจอันยิ่งใหญ่ในการทวงคืนอาณาจักรคนแคระแห่งเอเรบอร์ที่สาปสูญหลังจากได้รับชัยชนะจากมังกรสมอว์กมาอย่างยาวนาน เขาถูกทาบทามโดยไม่รู้เรื่องโดย แกนดาล์ฟ (เอียน แมคเคลเลน) พ่อมดเทา บิลโบ พบว่าตัวเองต้องร่วมทางกับคนแคระทั้ง 13

ที่นำโดยนักรบในตำนานอย่าง ธอริน โอเคนชิลด์ (ริชาร์ด อาร์มิเทจ) การเดินทางของพวกเขาจะนำพวกเขาสู่ป่ารกร้าง ท่ามกลางดินแดนแห่งความไม่น่าไว้วางใจของสิ่งมีชีวิตมากมาย พร้อมด้วยพวกพราย ออร์ค หมอผี และหมาป่าวอร์กที่อันตราย

แม้พวกเขาจะมีจุดหมายอยู่ทางทิศตะวันออกและพื้นที่รกร้างแห่งภูเขาเดียวดาย แต่สิ่งแรกที่พวกเขาต้องทำคือหนีออกจากอุโมงค์ก็อบลินที่บิลโบได้พบกับสัตว์ประหลาดที่เปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาลอย่าง กอลลั่ม (แอนดี้ เซอร์คิส)

ณ ที่นี้ บิลโบ ต้องอยู่กับ กอลลั่ม ตามลำพังบนชายฝั่งใต้ดิน บิลโบ แบ็กกิ้นส์ ผู้สุภาพไม่ได้พบแค่ความฉลาดและความกล้าที่ซ่อนอยู่ลึก ๆ ที่สร้างความประหลาดใจให้เขาเท่านั้น แต่เขายังได้ครองแหวนแห่ง กอลลั่ม ที่ล้ำค่า ที่ กอลลั่ม มีความหลงใหลและมีพลังวิเศษอย่างคาดไม่ถึงอีกด้วย แหวนทองธรรมดาที่ลิขิตชะตาของ มิดเดิ้ลเอิร์ธ อย่างที่ บิลโบ ไม่ทันล่วงรู้ได้  หนังแนะนำ

ปีเตอร์ แจ็คสัน มาพาพวกเรากลับสู่โลกมิดเดิลเอิร์ธอีกครั้งในหนังไตรภาค The Hobbit ต้นกำเนิดมหากาพย์ภาพยนตร์ The Lord of The Rings สร้างจากนิยายชื่อดังของ เจ. อาร์. อาร์. โทลคีน ภาคนี้ใช้ชื่อว่า The Hobbit : The Desolation of Smaug เปรียบเสมือนตอนที่เชื่อมไปสู่บทสรุปการผจญภัยของคณะแหวนรุ่น1 ที่ประกอบไปด้วย 1 ฮอบบิท 1 พ่อมด 13 คนแคระ กับการทวงคืนหุบเขาโลนลี่จากเจ้าสม็อก มังกรไฟตัวร้าย

ส่วนตัวถือว่าเป็นแฟนของ The Lord of The Rings ทั้งอ่านหนังสือและชมฉบับภาพยนตร์ครบ แต่กับ The Hobbit ไม่ได้อ่านหนังสือจึงขอพูดถึงแต่ส่วนของหนัง ซึ่งโปรดักส์ชั่นเมื่อเทียบกัน แม้ The Hobbit ไม่ได้อลังการเท่า The Lord of The Rings แต่ดูขลัง คลาสสิก และมีมนต์เสน่ห์กว่า โดยเฉพาะตัวละครที่จำนวนไม่เยอะเกินไป จึงดูมีมิติกว่า

เรื่องราวของภาคนี้หลังออกจากใต้เทือกเขามิสตี้ คณะเดินทางที่มีภารกิจกอบกู้อาณาจักรเอเรบอร์มุ่งหน้าเดินทางต่อ โดยนอกจากจะโดนพวกออร์คตามไล่ล่าแล้ว พ่อมดแกนดัล์ฟยังแยกตัวออกไป จนเหล่าคนแคระเกือบพลาดท่าให้กับแมงมุมยักษ์ในป่าเมิร์กวูด โดนเอล์ฟป่าผู้ดุร้ายอดีตมิตรที่กลายเป็นอริจับตัวไปขัง ซึ่ง บิลโบ แบ๊กกินส์ ใช้แหวนพาพวกคนแคระออกมาได้อย่างทุลักทุเล    ดูหนังออนไลน์

รีวิว the hobbit

The Hobbit: An Unexpected Journey ได้เข้าฉายในบ้านเราพร้อมกับในสหรัฐ และหลายส่วนของโลกในสัปดาห์นี้ครับ และดูเหมือนว่าได้รับการต้อนรับจากหมู่นักวิจารณ์น้อยกว่า The Lord of the Rings มากทีเดียว คะแนนจากนักวิจารณ์ชั้นนำที่ Metacritic รวบรวมมานั้นอยู่ที่ 58/100    ดูหนังฟรี

ส่วนคะแนนเฉลี่ยจากการประเมินของ Rotten Tomatoes ก็อยู่ที่ 6.4/10 มีนักวิจารณ์ชอบเพียง 66% จาก 187 บทวิจารณ์ในตอนนี้ครับ

ความเห็นด้านลบส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นกับหนังมาจากการที่ไม่ชอบเทคโนโลยี 48เฟรม/วิ ที่ใช้ในการฉายหนัง และอีกส่วนก็มาจากการนำเสนอหนังของ ปีเตอร์ แจ็คสัน เอง ที่ทำแตกต่างจากฉบับนิยาย เพราะขณะที่ The Lord of the Rings ซึ่งเป็นนิยายที่มีความหนามาก และยาวถึงสามภาค แจ็คสันได้พยายามลดทอนเนื้อหาลง ต่างจาก The Hobbit ที่บางกว่า กลับถูกขยายเป็นสามภาค ทำให้นักวิจารณ์บางส่วนเห็นว่าเนื้อหาในหนังนั้นยืดเยื้อเกินไป  the hobbit สปอย

พล็อตเรื่อง

สำหรับผมแล้ว ได้ชมหนังในระบบ IMAX จึงไม่มีความเห็นเรื่อง HFR แต่จากที่อ่านคำวิจารณ์จากนักดูหนังคนไทยก็ดูเหมือนว่าจะเสียงแตกพอสมควร บางคนบอกว่าชัดเกินไป ปวดตา และเหมือนดูทีวีจอยักษ์เกินไป ส่วนอีกกลุ่มก็บอกว่าภาพคมชัด ดูสวย สมจริง ซึ่งอาจเป็นที่ความชอบส่วนบุคคลจริงๆ ว่าอยากให้หนังออกมาในรูปแบบไหนครับ ดูหนังออนไลน์

ส่วนตัวหนังนั้น ผมให้คะแนนอยู่ที่ 7.5/10 ครับ ผมไม่คิดว่า The Hobbit ภาคแรกเป็นหนังที่แย่ แต่ก็ยังสู้ภาคใดภาคหนึ่งของ LOTR ไม่ได้อยู่ดี หนังมีงานสร้างที่ยิ่งใหญ่ มีฉากเทคนิคที่สมจริง และน่าตื่นตา มีลูกเล่นที่น่าสนใจโดยเฉพาะฉากในโพรงกอบลินใต้ดิน การเคลื่อนไหวของกล้องที่เลื้อยมาจากด้านบนแล้วตามตัวละครไปเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง เป็นอะไรที่ตะลึงพรึงเพริดมากครับ อดคิดไม่ได้ว่าผู้กำกับถ่ายทำฉากเหล่านี้ได้ยังไง  the hobbit เรื่องย่อ

รีวิว the hobbit

การดำเนินเรื่อง

อย่างไรก็ดี หนังโดยรวมสร้างความสนุกให้ได้เพียงในระดับพอใช้ หรือพอดูได้เพลินๆ เท่านั้น ดูหนังฟรี ทั้งนี้เพราะเนื้อเรื่องของหนังมีความเข้มข้นและมีพลังน้อยไปหน่อย เรื่องราวไม่ต่างจาก The Fellowship of the Ring เท่าไหร่ เป็นการออกเดินทางเพื่อทำภารกิจ ระหว่างทางก็เจออสุรกายต่างๆ แต่ The Hobbit ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกถึงความน่ากลัวของ

ภัยร้าย และความยากลำบากของภารกิจได้ถึงครึ่งเลย ไม่ได้ทำให้รู้สึกถึงการแบกรับภาระอันยิ่งใหญ่ของคนตัวเล็กที่ทำให้เราทั้ง ลุ้น ทั้งสงสาร ทั้งอยากเอาใจช่วยได้เท่าไหร่ มันให้อารมณ์เหมือนเป็นการออกเดินทางผจญภัยตามแบบฉบับหนังผจญภัยทั่วไป จึงยิ่งทำให้หนังมีความพิเศษน้อยลงไปอีก

ขณะเดียวกัน ตัวละครของ The Hobbit ก็ขาดเอกลักษณ์ ขาดเสน่ห์ และขาดพลังแบบเหล่าพันธมิตรแห่งแหวน ผมจำตัวละครคนแคระได้แค่บางตัวเท่านั้น และไม่ได้รู้สึกได้เข้าถึงจิตใจของตัวละครเหล่านั้นจนเกิดความสงสารหรือหลง รักตัวละครสักเท่าไหร่ มีเพียงบาลิน ตัวละครของเคน สต็อตต์ เท่านั้นที่ดูมีอะไรให้แสดงเยอะ ที่เหลือส่วนใหญ่ดูเป็นตัวละครโหลๆ สิ่งเดียวที่ทำให้การชมหนังเรื่องนี้ได้เพลินๆ คงเป็นที่งานสร้างเป็นส่วนใหญ่ครับ  the hobbit เนื่้อเรื่อง

รีวิว the hobbit

รีวิว the hobbit บทสรุป

ขณะเดียวกัน ตัวละครของ The Hobbit ก็ขาดเอกลักษณ์ ขาดเสน่ห์ และขาดพลังแบบเหล่าพันธมิตรแห่งแหวน ผมจำตัวละครคนแคระได้แค่บางตัวเท่านั้น และไม่ได้รู้สึกได้เข้าถึงจิตใจของตัวละครเหล่านั้นจนเกิดความสงสารหรือหลง รักตัวละครสักเท่าไหร่ มีเพียงบาลิน ตัวละครของเคน สต็อตต์ เท่านั้นที่ดูมีอะไรให้แสดงเยอะ ที่เหลือส่วนใหญ่ดูเป็นตัวละครโหลๆ สิ่งเดียวที่ทำให้การชมหนังเรื่องนี้ได้เพลินๆ คงเป็นที่งานสร้างเป็นส่วนใหญ่ครับ

จากที่ไม่เคยคิดจะห่างไกลบ้าน วันนี้ต้องมาตกระกำลำบากกับเพื่อนที่ไม่เคยมักจี่ในดินแดนที่ไม่เคยไป แถมยังเต็มไปด้วยภัยต่างๆ นานา แม้ว่าเหล่าคนแคระที่นำโดยธอริน (Richard Armitage) ดูจะไม่เชื่อใจในสมญา “หัวขโมย” ของเขาเท่าไหร่

แต่ก็ต้องให้ร่วมเดินทางไปเพราะพ่อมดรับรองว่า เขาจะมีประโยชน์มากในการเดินทางสุดคาดคิดครั้งนี้  the hobbit บทสรุป

ในเวอร์ชั่นหนังนี้ ทีมงานเขียนบทและผู้กำกับฯ เลือกหยิบเอาตัวละครบางตัวที่ไม่อยู่ในหนังสือมาเล่าเพิ่มด้วย (ซึ่งก็คาดว่าเขาอยู่ในภาคผนวกของ LOTR เล่มที่สามนั่นแล) แถมยังเปลี่ยนบทบางส่วนให้ดูสนุกมีสีสันขึ้นและยังสมเหตุสมผลขึ้นอีกด้วย

ในเรื่องมุมกล้อง ต้องถือว่าทำได้อย่างดีเยี่ยม ยิ่งเมื่อเป็น HFR 3D บางฉากที่ใช้การแพนกล้องยิ่งเหมือนเก้าอี้เรามันหันไปได้ การฉายแบบ HFR ที่ 48 เฟรมต่อวินาทีทำให้ได้ภาพที่คมชัดกว่าการดูหนังทุกเรื่องที่เคยชมมา แต่การฉายหนังแบบ HFR นี่ก็ได้อย่างเสียอย่าง ถ้าเป็นภาพที่นิ่งๆ หรือเคลื่อนไหวช้าๆ นี่อย่างคม แต่พอเป็นภาพที่เคลื่อนไหวเร็ว เช่นช็อตต่อสู้ หรือการเคลื่อนกล้องไปข้างหน้าอย่างเร็ว จะได้ภาพที่ดูหลอกตายังไงไม่รู้ อันนี้ คงต้องลองไปพิสูจน์เอาเองนะครับ ว่าจะรู้สึกเหมือนผมมั้ย การเล่าเรื่องของ ‘The Hobbit An Unexpected Journey’ เป็นการผจญภัยแบบเพลินๆ อาจตื่นเต้นน้อยไปนิดในช่วงแรก และค่อยๆ เพิ่มความสนุกตื่นเต้นมากขึ้นในครึ่งหลัง

รีวิว the hobbit

โดยรวมหนัง

ใครที่เคยประทับใจ LOTR มาแล้ว ผมคงบอกได้แค่เพียงว่า The Hobbit นั้นไม่เหมือนกัน มันดูเด็กกว่า ดาร์กน้อยกว่า เหมือนคนมองโลกในแง่ดีมากกว่า อีกอย่างหนึ่ง คือมันมีเพลงด้วย มันเหมือนกับในหนังสือเลย ถ้าถามว่าชอบ The Hobbit ภาคแรกนี้ไหม ก็คงต้องบอกว่า

โดยรวมๆ แล้วชอบพอประมาณ ดูได้เพลินๆ ไปจนจบ และเกิดอยากดูภาคต่อให้มันจบซะทีเดียวไปเลย  the hobbit สนุกไหม

ชื่อภาพยนตร์: The Hobbit An Unexpected Journey / เดอะ ฮอบบิท การผจญภัยสุดคาดคิด
ผู้กำกับภาพยนตร์: Peter Jackson
ผู้เขียนบทภาพยนตร์: Fran Walsh (screenplay), Philippa Boyens (screenplay), Peter Jackson (screenplay), Guillermo del Toro (screenplay), J.R.R. Tolkien (novel “The Hobbit”)
นักแสดงนำ: Martin Freeman, Ian McKellen, Richard Armitage
แนว/ประเภท: Adventure, Fantasy
เรท: ไทย/ , USA/PG-13
ความยาว: 169 นาที
ผู้สร้าง/ผู้จัดจำหน่าย:
วันที่เข้าฉายในประเทศไทย: 13 ธันวาคม 2555  หนังฝรั่ง netflix แนะนํา

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น